วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556
ความรู้เรื่องยาในเด็ก
ความรู้เรื่องยาในเด็ก
เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก เนื่องจากเด็กจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น
การเจริญเติบโตและมีการเปลี่ยนแปลงของสารต่างๆในร่างกาย เช่น
สารที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา หรือสารที่ใช้ทำลายยา นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กในวัยต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น ทารกแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนดหรือคลอดครบกำหนด เด็กเล็ก เด็กโต
และวัยรุ่น ยังมีความแตกต่างของในทำงานด้านต่างๆของร่างกายอีกด้วย ดังนั้นการใช้ยาในเด็กต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยมี
ข้อแตกต่างจากผู้ใหญ่บ้าง
ดังนี้
1.
การเลือกยา
1.1 ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อต้องการใช้ยา และไม่ควรใช้ยาโดยไม่จำเป็น
หากหลีกเลี่ยงได้ ควรหลีกเลี่ยง
เพราะโรคบางโรคสามารถปล่อยให้อาการทุเลาเองได้ เช่น หวัด
แต่บางโรคไม่สามารถหายเองได้จึงควรใช้ยาตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัด
1.2 ควรตรวจภาชนะบรรจุยาว่าไม่มีรอยเปิด
อ่านฉลากยาอย่างละเอียดก่อนใช้ยา ดูวันหมดอายุของยา ยาทุกชนิดทั้งยาเม็ด ยาน้ำ
และยาใช้ภายนอก จะมีอายุการใช้ยาระบุไว้โดยดูจากวันหมดอายุ (Exp.) หรือถ้าบอกวันผลิต (Mfg.)ยาเม็ดจะมีอายุประมาณ 5 ปี ยาน้ำประมาณ 3 ปี และยาใช้ภายนอกประมาณ 5 ปี
นับจากวันผลิต ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับสถานที่เก็บยาด้วย ถ้าเก็บในที่ชื้น หรือมีแสงแดดอายุของยาจะสั้นลง และยาน้ำเมื่อเปิดใช้แล้ว ให้สังเกตลักษณะของยาเมื่อเริ่มใช้ว่าสี กลิ่น
รสเป็นอย่างไร เพราะการเปิดขวดจะทำให้ความคงตัวของยาลดลง
ดังนั้นจะไม่สามารถระบุอายุของยาได้ ให้สังเกตจากสี กลิ่น รส และตะกอน ถ้าเปลี่ยนไป จากเดิมแสดงว่ายาเสื่อมสภาพ
ไม่ควรนำมารับประทานเพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
2. ขนาดยา
2.1 ไม่ควรกะขนาดยาที่ให้จากการดูขนาดตัวของเด็ก
หรือลดขนาดยาของผู้ใหญ่ลงครึ่งหนื่งเพื่อใช้ในเด็ก ควรจะคำนวณตามน้ำหนักตัว
หรือพื้นที่ผิวกาย เว้นแต่กรณีที่เด็กนั้นอ้วน
หรือผอมเกินไปอาจต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อให้เด็กนั้นได้รับขนาดยาที่เหมาะสม
2.2 แม้ว่าเด็กจะดูป่วยมากก็ไม่ควรเพิ่มขนาดยานอกเหนือจากที่แนะนำ
2.3 ใช้อุปกรณ์มาตรฐานในการตวงยาให้เด็ก
ไม่ควรใช้ช้อนกินข้าวหรือช้อนชงกาแฟที่ใช้ในครัวเพราะจะทำให้ได้ปริมาณยาที่ไม่ถูกต้อง
ขนาดมาตรฐานในการตวงยาที่ใช้กันอย่าง แพร่หลายคือ 1 ช้อนชา เท่ากับ 5 มิลลิลิตร และ 1ช้อนโต๊ะ เท่ากับ 15 มิลลิลิตร
ซึ่งการใช้ช้อนตวงอาจมีประโยชน์ในเด็กที่ค่อนข้างโตเนื่องจากยอมอ้าปากกินยา
ในกรณีเด็กเล็กอาจใช้กระบอกฉีดยาซึ่งมีขีดบอกเป็นมิลลิลิตร จะได้ตวงยาในขนาดน้อยๆ
ได้ และให้ยาโดยค่อยๆ
ฉีดยาลงไประหว่างลิ้นกับกระพุ้งแก้มของเด็กจะช่วยทำให้กลืนได้ง่าย
หลีกเลี่ยงการฉีดยาลงที่คอหอยเนื่องจากจะกระตุ้นการอาเจียน
ทำให้เด็กขย้อนหรือสำลักได้
2.4 ถ้ารสชาติของยาทำให้เด็กไม่ยอมกลืน
ลองเติมน้ำเชื่อมหรือน้ำผลไม้ปริมาณเล็กน้อยผสมในอุปกรณ์ตวงยาเพื่อกลบรสยา
แต่ไม่ควรผสมยาลงไปในขวดนมเพื่อให้เด็กได้รับยาจากการ ดูดนม เนื่องจากอาจมีผลทำให้ตัวยาถูกดูดซึมไม่ดี
และถ้าเด็กดูดนมไม่หมดจะทำให้เด็ก ได้รับยาไม่ครบตามจำนวนที่ควรจะเป็น
นอกจากนั้นยาบางชนิดอาจทำให้รสชาติของนม เสียไป
อาจส่งผลให้เด็กไม่อยากกินนมอีก และไม่ควรให้ยาพร้อมกับอาหารที่จำเป็นต่อเด็ก
เพราะจะทำให้เด็กปฏิเสธอาหารเหล่านั้นในภายหลัง
2.5 ถ้าให้ยาหลายชนิด
ต้องระวังว่ายาที่ให้นั้นมีส่วนประกอบที่เป็นยาตัวเดียวกันอยู่
เนื่องจากอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจได้
3. ข้อแนะนำอื่นๆ
3.1 ไม่ควรให้เด็กกินยาเองตามลำพัง
ควรอยู่ในความดูแลของพ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง
3.2 เก็บยาในตู้ยา
หรือที่ที่เหมาะสม ที่เด็กจะไม่สามารถเข้าถึงยาได้
3.3 ยาน้ำควรเขย่าก่อนรินยาและการเทยาควรให้ฉลากยาอยู่ด้านบนเพื่อป้องกันไม่ให้ยาไหลเปื้อนฉลาก
ทำให้ฉลากลบเลือน
3.4 ไม่ควรเรียกยาว่าเป็น “ขนม” แม้ว่าอาจทำให้เด็กกินยาได้ง่ายเพราะเด็กอาจเข้าใจผิดและหยิบกินเองจนเกิดอันตรายได้
ยาลดไข้ในเด็ก
ถ้าเด็กมีไข้ (วัดทางทวารมากกว่า 38 องศาเซลเซียส
หรือวัดทางปากมากกว่า 37.6
องศาเซลเซียส ) แต่ยังสามารถเล่นได้ กินได้
และสภาพโดยรวมดูปกติ อาจไม่จำเป็นต้องกังวลกับไข้นั้น แต่ถ้าเด็กมีไข้ร่วมกับมี อาการอื่นๆ เช่น ร้องกวน ไม่ยอมเล่น ไม่กินอาหาร
ปวดหัว ปวดเมื่อยตัว ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล (paracetamol or
acetaminophen) แอสไพริน (aspirin) และ ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) อาจช่วยบรรเทาอาการ
ยาพาราเซตามอล เมื่อให้ในขนาดที่ถูกต้องค่อนข้างปลอดภัย
และผลข้างเคียงน้อย ยามีหลายรูปแบบและหลายความเข้มข้น
ดังนั้นควรอ่านฉลากยาให้ละเอียด ระวังการให้ยาเกินขนาด ยาชนิดหยดมีความเข้มข้นกว่ายาน้ำ ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญ
คือ ยาอาจมีผลต่อตับได้
ยาแอสไพริน และยาไอบูโพรเฟน
ไม่เหมาะที่จะใช้กับเด็กเล็ก เพราะสามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้บ่อย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน กระเพาะอาหารอักเสบ ถ้าใช้ในขณะที่ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรืออีสุกอีใส อาจทำให้เป็นกลุ่มอาการเรย์ (Reye
syndrome) ซึ่งมีอาการสมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และถ้าใช้ขณะเป็นไข้เลือดออก จะทำให้เลือดออกง่าย
ดังนั้นควรเลือกใช้พาราเซตามอลก่อนจะปลอดภัยกว่า ถ้าสังเกตว่าอาการไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรยาลดไข้ชนิดผง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นแอสไพรินและไม่สามารถใช้ขนาดที่แน่นอนได้
ที่มา พญ.วีรวดี จันทรนิภาพงศ์
ภาควิชาเภสัชวิทยา
Faculty ofMedicine Siriraj Hospital
Faculty of
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ค้นหาใน Web นี้
บทความที่ได้รับความนิยม
-
Tennis Elbow คือกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นทางด้านนอกข้อศอก ซึ่งเกิดจากการอักเสบตรงบริเวณที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกระดกข้อมือ...
-
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส วาริเซลลา มีลักษณะอาการเป็นผื่นแดงราบ ตุ่มใส ตุ่มหนอง กระจายตามหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง และมีไข้ เกิดจากเชื้อไว...
-
การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย จำเป็นหรือไม่ ? บทนำ การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย เป็นการผ่าตัดเล็กที่ทำกันบ่อยมาก จนเกือ...
-
ต่อมทอนซิล คือต่อมน้ำเหลืองที่อยู่บริเวณด้านข้างลำคอตรงโคนลิ้น เป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ภายในต่อมมีเม็ดเลือดขาวหลายชนิดทำ...
-
การล้างจมูกคืออะไร การล้างจมูก คือ การทำความสะอาดโพรงจมูก โดยการใส่ หรือหยอดน้ำเข้าไปในจมูกการล้างจมูก จะช่วยชะล้างมูก ครา...
-
ปุ่มกระดูกในช่องปาก ปุ่มกระดูกในช่องปากมีชื่อเรียกต่างกันไปตามตำแหน่งที่พบ เช่น พบในบริเวณกึ่งกลางเพดานของขากรรไกรบน จะเร...
-
อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์ กรดยูริคที่เป็นตัวการทำให้ข้ออักเสบในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ เกิดมาจาก “ สารพิวรีน ” ทั้งที่มีอยู่ในร่าง...
-
โรค Carpal Tunnel Syndrome หรือชื่อย่อคือ CTS เป็นโรคที่พบได้บ่อย เกิดจากเส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้า...
-
ผ่าตัดริดสีดวงทวาร อย่างไรไม่ให้เจ็บ (หรือเจ็บน้อย) โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบบ่อย เกิดจากการโป่งพองของหลอดเลือดขนาดเล็กบริเวณเยื่อบุ...
-
ผ่าตัดริดสีดวงทวาร อย่างไรไม่ให้เจ็บ (หรือเจ็บน้อย) โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบบ่อย เกิดจากการโป่งพองของหลอดเลือดขนาดเล็กบริเวณเยื่อบ...
จำนวนการดูหน้าเว็บรวม
ผู้ติดตาม
ขับเคลื่อนโดย Blogger.
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น