วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เกาต์ Gout

     โรคเกาต์ เป็นโรคที่เกิดจากระดับกรดยูริค ในเลือดสูงขึ้นทำให้เกิดการอักเสบของข้อเนื่องจากมีการตกผลึกของ เกลือยูริค บริเวณข้อและเอ็นหากเป็นเรื้อรังจะทำให้ข้อผิดรูปและเสียหน้าที่ในการทำงาน ในรายที่เรื้อรังการเกาะของเกลือโมโนโซเดียมยูเรต จะทำให้เกิดก้อนที่เรียกว่า Tophi นอกจากนั้นยังทำให้หน้าที่ของไตเสื่อมและเกิดโรคนิ่วที่ไตด้วย

     โรคเกาต์จะหมายถึงภาวะที่มีการเกาะของยูริคที่ข้อทำให้เกิดการอักเสบ มีอาการปวด บวมแดงร้อน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์อาจจะมีกรดยูริคในเลือดสูงหรือปกติก็ได้ และผู้ที่มีกรดยูริคในเลือดสูงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเกาต์เสมอไป โรคเกาต์เป็นในผู้ชายมากว่าผู้หญิง 9 เท่าและมักเป็นวัยกลางคนขึ้นไป ส่วนผู้หญิงมักเป็นหลังจากหมดประจำเดือน

     อาการของโรคเกาท์
     มีอาการปวดข้อรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันทันที ข้อจะบวมและเจ็บมากจนเดินไม่ไหว ผิวหนังในบริเวณนั้นจะตึง ร้อนและแดง จากนั้นผิวหนังในบริเวณที่ปวดจะลอกและคัน มักมีอาการปวดตอนกลางคืน และมักจะเป็นหลังดื่มเหล้าหรือเบียร์ (ทำให้ไตขับกรดยูริกได้น้อยลง) ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา

     ในระยะแรก ๆ อาจกำเริบทุก 1-2 ปี โดยเป็นที่ข้อเดิม แต่ต่อมาจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ทุก 4-6 เดือน แล้วเป็นทุก 2-3 เดือน จนกระทั่งทุกเดือน หรือเดือนละหลายครั้งและระยะการปวดจะนานวันขึ้นเรื่อย ๆ เช่น กลายเป็น 7-14 วัน จนกระทั่งหลายสัปดาห์หรือปวดตลอดเวลา ส่วนข้อที่ปวดก็จะเพิ่มจากข้อเดียวเป็น 2-3 ข้อ (เช่น ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อเท้า นิ้วมือนิ้วเท้า) จนกระทั่งเป็นเกือบทุกข้อ

     ในระยะหลัง เมื่อข้ออักเสบหลายข้อ ผู้ป่วยมักสังเกตว่ามีปุ่มก้อนขึ้นที่บริเวณที่เคยอักเสบบ่อย ๆ เช่นข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ข้อเข่า รวมทั้งที่หูเรียกว่า ตุ่มโทฟัส (tophus/tophi) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของสารยูริก ปุ่มก้อนนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งแตกออกมีสารขาว ๆ คล้ายช็อล์ก หรือยาสีฟันไหลออกมา กลายเป็นแผลเรื้อรัง หายช้า ในที่สุดข้อต่าง ๆ จะค่อย ๆ พิการและใช้งานไม่ได้

     การรักษาอาการของเก๊าท์
     การรักษาข้ออักเสบ ในช่วงนี้แพทย์จะใช้ยาลดการอักเสบของข้อก่อน โดยใช้ยา โคลชิซิน หรือยาแก้ปวดลดอักเสบ หรือใช้ร่วมกัน เพื่อลดอาการปวดข้อและอักเสบ ยาโคลชิซินโดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ ไม่เกินวันละ 3-4 เม็ด โดยกินยาทุก 4 ชั่วโมง จนกว่าจะหายปวด
      การใช้ยาตามคำแนะนำของต่างประเทศที่ว่าให้ กินทุก 1 ชั่วโมงจนหายปวดหรือจนเกิดผลข้างเคียงคือท้องเสียนั้น ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะข้อไม่เคยหายอักเสบก่อนท้องเสียเลย ดังนั้นผู้ป่วยจะท้องเสียทุกรายและมีความรู้สึก ที่ไม่ดีต่อการใช้ยานี้ การกินยาไม่เกิน 3-4 เม็ดต่อวัน โอกาสเกิดผลข้างเคียงนี้ น้อยมาก ผู้ป่วยเก๊าท์ในระยะข้ออักเสบ ห้ามนวด! เด็ดขาด เพราะจะทำให้ข้ออักเสบเป็นรุนแรงขึ้นหายช้าลงได้

     การลดกรดยูริคในเลือด โดยใช้ยาลดกรดยูริค ในผู้ป่วยที่มีข้ออักเสบมากกว่า 1 ครั้ง ควรให้ยาลดกรดยูริคถ้าทำได้ การกินยาดังกล่าวจำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องสม่ำเสมอไปนานหลายปี ทั้งนี้เพื่อลดระดับยูริคในเลือดลง ทำให้ตะกอนยูริคที่สะสมอยู่ละลายออกจนหมดผู้ป่วยจะสามารถหายจากโรคเก๊าท์ได้ แต่ข้อควรระวังคือ
     ยาลดกรดยูริค มีผลข้างเคียงที่แม้จะพบไม่มากแต่สำคัญ คือทำให้เกิดผื่นแพ้ยารุนแรง และลอก เป็นอันตรายมาก การกินยาไม่สม่ำเสมอ กิน ๆ หยุด ๆ เสี่ยงต่อการแพ้ยามาก ดังนั้นผู้ป่วยที่ไม่สามารถจะกินยาสม่ำเสมอได้ ไม่แนะนำให้กินยา
     เนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นเก๊าท์ ให้การวินิจฉัยโดยลักษณะอาการทางคลินิค ไม่ได้อาศัยการเจาะตรวจยูริคในเลือดดังนั้นผู้ที่เจาะเลือดแล้วมียูริคสูง ไม่ได้บอกว่าเป็นเก๊าท์ ถ้าไม่มีอาการข้ออักเสบแบบเก๊าท์มาก่อน ไม่จำเป็นต้องรักษา มีผู้เข้าใจผิดอยู่มาก โดยให้กินยาลดกรดยูริคเมื่อตรวจพบเพียงแต่ยูริคในเลือดสูง เพราะยูริคในเลือดสูง ไม่ได้เป็นเก๊าท์ทุกราย แต่การกินยาจะเสี่ยงต่อการแพ้ยาข้างต้นได้

     ข้อแนะนำ
          1. โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา มักมีโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรง ควรแนะนำให้ผู้ป่วยรับการรักษาอย่าได้ขาด ควรกินยาตามแพทย์สั่งไปตลอดชีวิตและหมั่นตรวจเลือดเป็นระยะ ๆ
          2. ในรายที่มีเพียงกรดยูริกในเลือดสูง โดยไม่มีอาการปวดข้อ หรืออาการอื่น ๆ ก็ไม่ต้องให้ยารักษา ยกเว้นถ้ามีระดับของกรดยูริกสูงเกิน 12 มิลลิกรัมต่อเลือด100 มล. ก็ควรกินยาลดกรดยูริกเป็นประจำ
          3. ข้อปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์
              3.1 ควรดื่มน้ำมาก ๆ ทุกวัน (อย่างน้อยวันละ 3 ลิตร) เพื่อป้องกันมิให้เกิดนิ่วในไต
              3.2 ถ้าอ้วน ควรลดน้ำหนักลงทีละน้อย อย่าลดฮวบฮาบ อาจทำให้มีการสลายตัวของเซลล์รวดเร็วและมีการสร้างกรดยูริก ทำให้ข้ออักเสบกำเริบได้
              3.3 ขณะที่มีอาการปวดข้อ ควรงดเหล้า เบียร์ และอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น เครื่องในสัตว์ทุกชนิด กะปิ น้ำสกัดจากเนื้อ เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อกระต่าย กุ้ง หอย กุนเชียง ไส้กรอก เนื้อเป็ด เนื้อห่าน เนื้อไก่ เนื้อไก่งวง ปลาซาร์ดีน ไข่แมงดา ชะเอม กระถิน แตงกวา หน่อไม้ แอสปารากัส เห็ด ดอกกะหล่ำ ถั่วต่างๆ ถั่วงอกยอดแค ดอกสะเดา สาหร่าย ยอดผักต่าง ๆ เป็นต้น (แต่ถ้าไม่มีอาการปวดข้อ และกินยาลดกรดยูริกอยู่เป็นประจำ ก็ไม่ต้องงดอาหารเหล่านี้อย่างเคร่งครัด)
              3.4 ยาบางชนิดอาจมีผลต่อการรักษาโรคนี้ เช่น แอสไพริน หรือยาขับปัสสาวะ ไทอาไซด์ อาจทำให้ร่างกายขับกรดยูริกได้น้อยลง ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยากินเองควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนจะใช้ยา

          4. ผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นโรคเกาต์ ควรตรวจเช็กเลือดเป็นระยะ

อาหารที่มีสารพิวรีนน้อย ( 0-50 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)
นมและผลิตภัณฑ์จากนมไข่ ธัญญพืชต่างๆ
ผักต่างๆ ผลไม้ต่างๆน้ำตาล
ผลไม้เปลือกแข็ง (ทุกชนิด)ไขมัน
อาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง (50-150 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)
เนื้อหมู เนื้อวัวปลากระพงแดง
ปลาหมึกปู ถั่วลิสง
ใบขี้เหล็ก สะตอข้าวโอ๊ต
ผักโขมเมล็ดถั่วลันเตา หน่อไม้
อาหารที่มีพิวรีนสูง (150 มิลลิกรัมขึ้นไป) *** อาหารที่ควรงด ***
หัวใจไก่ไข่ปลา ตับไก่ มันสมองวัว
กึ๋นไก่ หอยเซ่งจี้ (หมู) ห่าน
ตับหมู น้ำต้มกระดูกปลาดุกยีสต์
เนื้อไก่,เป็ดซุปก้อนกุ้งชีแฮ้ น้ำซุปต่างๆ
น้ำสกัดเนื้อปลาไส้ตันถั่วดำปลาขนาดเล็ก
ถั่วแดงเห็ดถั่วเขียวกระถิน
ถั่วเหลืองตับอ่อนชะอมปลาอินทรีย์
กะปิ ปลาซาดีนกระป๋อง

0 ความคิดเห็น:

ค้นหาใน Web นี้

บทความที่ได้รับความนิยม

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

ผู้ติดตาม

ขับเคลื่อนโดย Blogger.